ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


             โยคะ คือ ศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดียมากกว่า 5,000 ปี หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สำคัญยิ่งของมวลมนุษยชาติ เป็นการฝึกตนเอง ปรับสมดุลระหว่างอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ระหว่างกายกับใจ และระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม

Yoga-teacher-in-Koh-Samui

             การฝึกโยคะที่ถูกต้องนั้น จะไม่เน้นฝึกท่าทางแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องฝึกจิตใจให้สงบนิ่ง สำรวจตนเอง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปลดปล่อยทุกข้อต่อ พร้อมกำหนดการหายใจเข้าออกให้ลึกและยาว สอดคล้องกับท่วงท่าต่างๆ เพื่อให้การหายใจที่ถูต้องนี้ ส่งผลไปถึงการทำงานของปอด ให้สามารถซึมซับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ส่งไปฟอกเลือดได้อีที่สุด

             การฝึกโยคะที่ดีจึงควรปฏิบัติในสถานที่อากาศถ่ายเทไม่อับชื้น เป็นธรรมชาติ ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการฝึกในห้องปรับอากาศ เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์

             การกำหนดลมหายใจ ยังเป็นการฝึกจิตเพื่อนำทางลมปราณซึ่งเป็นพลังงานธรรมชาติที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด มีอยู่ในธรรมชาติแต่จะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการฝึก และเข้าใจการผสมผสานตัวเรากับธรรมชาติ เมื่อการท่วงท่าสอดคล้องกับการกำหนดลมหายใจ โยคะจึงทำให้เกิดสมาธิ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และยังสามารถพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ในตัวผู้ฝึกสู่ความสามารถสูงสุดด้วย

13084783171308478536l

             การฝึกโยคะจึงไม่ใช่แค่การฝึกดัดร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายแต่เพียงอย่างเดียว เพราะศาสตร์ตะวันออกแต่โบราณค้นพบแล้วว่า จิตกับกายนั้นแยกกันไม่ออก ชีวิตสามารถอยู่ด้วย ‘ลมปราณ’ มิใช่ ‘ร่างกาย’ เพียงอย่างเดียว ความเจ็บป่วยนั้นมาจากภายในด้วย มีผลซึ่งกันและกัน จึงต้องพัฒนาร่วมกัน 

             ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกโยคะนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นการรวมกายกับจิตเข้าด้วยกัน อันหมายถึง การมีสติรู้อยู่กับกายตลอดเวลาซึ่งเป็นจุดสำคัญของการฝึก เพราะผู้ฝึกจะสามารถกำหนดจิตให้รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรอยู่ทุกขณะ เป็นพื้นฐานของชีวิตที่สมดุล

ท่าโยคะง่ายๆ คลายเมื่อยการฝึกท่าโยคะกับลูกของคุณ1-258x300              สานสุขมีเกร็ดเล็กน้อยของการทำโยคะเพื่อสุขภาพแบบง่ายมาให้ฝึกกัน 3 ท่า เพื่อแก้ปวดเมื่อย ช่วยยืดเส้นเอ็น ลดหินปูนที่ข้อต่อคอ หลังไหล่ ลดอาการหน้ามืดปวดหัว ไมเกรน

ยืดกระดูกสันหลัง              นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งคุกเข่าบนส้นเท้าก็ได้ลำตัวตรง นิ้วมือทั้ง 5 ประสานกัน กลับฝ่ามือออกจากลำตัว หายใจเข้า ค่อยๆ ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับยืดกระดูสันหลัง หยุดลมหายใจ 3 วินาที หายใจออก ลดแขนลงช้าๆ กลับสู่ท่าเริ่ม ทำ 3-5 ครั้ง

บริหารข้อต่อคอ เส้นเอ็นคอ              -  ก้มและเงย นั่งขัดสมาธิ หรือบนเก้าอี้ตัวตรง ยืดกระดูกสันหลัง หายใจเข้า เงยคอ ยกไหล่ขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ไหล่รับน้ำหนักของศีรษะ หายใจออก ก้มคอช้าๆ โดยไม่ก้มไหล่ กลับคืนสู่ท่าตรง 3-5 ครั้ง              -  หันคอ ซ้าย-ขวา หายใจเข้า อยู่ในท่าตรง หายใจออก หันคอไปทางซ้าย ตามองไปข้างหน้า ฝืนกล้ามเนื้อประสาทตา พยายามให้คางตรงกับไหล่ซ้าย กลับคืนท่าตรง สลับข้าง หายใจเข้า อยู่ในท่าตรง หายใจออก หันคอไปทางขวา ตามองไปข้างหน้า พยายามให้คางตรงกับไหล่ขวา กลับคืนสู่ท่าตรง ทำ 3-5 ครั้ง              -  เอียงคอ ซ้าย-ขวา หายใจเข้าอยู่ในท่าตรง หายใจออกเอียงคอทางซ้ายให้ตึงคอทางขวา กลับคืนท่าตรง สลับข้าง หายใจเข้าอยู่ในท่าตรง หายใจออกเอียงคอทางขวาให้ตึงคอทางซ้าย กลับคืนท่าตรง ทำ 3-5 ครั้ง

บริหารไหล่และสะบัก              -  ยกไหล่ 2 ข้าง โดยนั่งตัวตรง ยืดกระดูกสันหลัง แขนสองข้างผ่อนคลาย หายใจเข้า ยกไหล่ 2 ข้าง หายใจออก ลดไหล่ลงทำ 3-5 ครั้ง

             แต่อย่าลืม ระหว่างปฏิบัติต้องอยู่ในสมาธิ จิตใจสงบไม่พูดวอกแวก ทั้งหมดเมื่อปฏิบัติแล้วหากเกร็งขัดให้ผ่อนคลายหายใจและผ่อนคลายทุกข้อต่อ หายใจยาว ลึก อย่าฝืนร่างกาย แต่ให้ทำบ่อยๆ จนร่างกายชินไปเอง

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com


             การเล่นแชร์ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน นิยมเล่นกันในกลุ่มคนใกล้ชิดกัน โดยอาศัยความไว้วางใจกันเป็นหลัก เพื่อระดมเงินทุนนอกระบบจากผู้เล่นให้ได้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง โดยมีผลตอบแทนสูงกว่าที่ได้รับจากสถาบันการเงิน

article_gig

             คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “การเล่นแชร์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย” ซึ่งความเข้าใจนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวครับ แต่เดิมการเล่นแชร์ไม่มีกฎหมายควบคุมจนกระทั่งได้มีการออกพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 เพื่อควบคุม กำกับและดูแลการเล่นแชร์ อย่างไรก็ตามการเล่นแชร์ของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ดำเนินการเป็นธุรกิจ ยังคงสามารถทำได้และไม่ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มีดังนี้

             กรณีประชาชนทั่วไป ห้ามไม่ให้เป็นท้าวแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีสมาชิกรวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน หรือมีทุนต่อกองกลาง 1 งวดรวมกันทุกวงมากกว่า 300,000 บาท หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยท้าวแชร์ได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเปียเงินกองกลางไปใช้โดยไม่เสียดอกเบี้ย ดังนั้นหากมีการจัดให้มีการเล่นแชร์ที่ผิดไปจากนี้ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 นอกจากนี้ยังห้ามมิให้นิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและนิติบุคคลประเภทอื่นๆ เป็นท้าวแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์โดยเด็ดขาด

             กรณีอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอย่างอื่นๆ เกี่ยวกับการเล่นแชร์ เช่น ห้ามไม่ให้ทำการโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์ และห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจที่มีคำว่า “แชร์”

19

             มาถึงประเด็นสำคัญ ถ้า “ท้าวแชร์หนี ลูกแชร์จะต้องทำอย่างไร?” หรือ “ถ้าลูกแชร์เบี้ยว ท้าวแชร์ต้องทำอย่างไร?” ทั้งนี้การดำเนินการเมื่อท้าวแชร์หนีแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่

             กรณีที่ท้าวแชร์มีเจตนาทำวงแชร์จริงๆ แต่มีเหตุให้ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับได้ในทางแพ่ง โดยสามารถนำสมาชิกในวงแชร์เข้าพิสูจน์ถึงการเล่นแชร์ได้ ตามปกติคดีแพ่งไม่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ต้องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีเองครับ ส่วนใหญ่เป็นเงินจำนวนไม่น้อยไม่คุ้มค่าทนายจึงไม่ค่อยมีการฟ้องร้องกัน

             ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ท้าวแชร์ไม่มีเจตนาทำวงแชร์ตั้งแต่ต้น แต่ใช้เรื่องการทำวงแชร์หลอกลวงให้ประชาชนนำเงินมาลงแล้วเชิดเงินหนี กรณีนี้ถือว่าท้าวแชร์ได้กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกง ในทางกลับกันหากสมาชิกวงแชร์หนี วงแชร์นั้นก็ยังจะต้องดำเนินการต่อไป โดยท้าวแชร์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบไปก่อนและก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องทางแพ่งต่อศาลบังคับเอากับสมาชิกวงแชร์ที่หนีไปฐานผิดสัญญา รวมถึงสามารถแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีทางอาณาฐานยักยอกทรัพย์ได้ด้วย

money

             ดังนั้นหากคิดจะเล่นแชร์กันแล้วต้องพิจารณาให้ดีว่า ท้าวแชร์หรือลูกแชร์เป็นกลุ่มคนที่ไว้ใจได้จริงๆ จะได้ไม่เสียทรัพย์หรือผิดใจกันจนเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com  


               หน้าฝนมีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและมีความชื้นสูงเป็นช่วงที่โรคประจำฤดูฝนแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งหากคุณดูแลสุขภาพไม่ดีพอก็จะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายๆ โรคที่คุ้นเคยกันดีสำหรับเด็กเล็กแลผู้สูงอายุ เช่น โรคหวัด โรคน้ำกัดเท้า โรคมือเท้าปาก แต่ยังมีโรคอื่นๆ ที่ระบาดมากในหน้าฝนที่คุณควรทราบและต้องระวังอีกดังนี้

3

               โรคที่ติดต่อทางน้ำและทางเดินอาหาร (โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำท่วม) ได้แก่ โรคท้องเดิน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ไวรัวตับอักเสบ เป็นต้น เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคอาหารสุกๆดิบๆ อาหารที่ปรุงทิ้งไว้เกิน 2-4 ชั่วโมง เพราะช่วงที่มีอากาศร้อนขึ้นทำให้เชื้อโรคเติบโตและระบาดรวดเร็ว จึงควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุดใหม่ๆ ร้อนๆ ร่วมทั้งต้องมั่นใจว่าน้ำที่ดื่มต้องเป็นน้ำสะอาดเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องระวังเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ อาการที่เกิดจากการกินเห็ดพิษ คือ อาเจียน ปวดท้อง อุจจาระร่วง ตับและไตวาย ตัวเหลือง หากช่วยไม่ทันอาจเสียชีวิตจึงควรกินเห็ดที่มั่นใจว่ารู้จักดี ถ้าไม่แน่นใจควรหลีกเหลี่ยง

               โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะ ในปีนี้ระบาดมาก มีรายงานของสำนักระบาดวิทยาพบว่ามีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกมากกว่า 13,000 รายแล้ว ที่เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 รายทั่วประเทศ คนที่โดนยุงลายกัดหลังจาก 5-8 วันจะมีไข้สูง (38.5-40 องศาเซลเซียส) ติดต่อกัน 2-7 วัน จะปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ กระดูก เบ้าตา ปวดท้อง อาเจียน เบื่ออาหาร อาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่  แต่ไม่ไอและไม่มีน้ำมูกแต่จะมีจุดแดงเล็กๆ ตามแขน ขา ลำตัว อาจมีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ 

               โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิล เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในฉี่หนูหรือสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข สุกร โค กระบือ สัตว์ฟันแทะ เชื้อโรคจะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน โคลน แอ่งน้ำ ฯลฯ เมื่อไปสัมผัสก็อาจจะติดเชื้อเข้าทางผิวหนังที่มีรอยแผลหรือทางเยื่อบุอ่อน เช่น เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปาก โดยมากจะมีอาการแสดงหลังจากติดเชื้อประมาณสองสัปดาห์ คือมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ตาแดง คอแข็ง อาจมีผื่นที่เพดานปาก หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตับและไตวาย ปอดอักเสบ กามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้ ซึ่งปีนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากว่า 20 รายทั่วประเทศ

55297_002

ข้อแนะนำในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างๆ ดังกล่าว                1 (360) รักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรง                1 (360) รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอมและใช้ช้อนกลางเสมอ                1 (360) หมั่นล้างมือฟอกสบู่เสมอๆ ขับถ่ายให้ถูกสุขลักษณะ                1 (360) หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย                1 (360) ระวังอย่าให้ยุงกัด โดยกำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุง อย่าให้มีภาชนะที่มีน้ำขัง ทายากันยุง นอนในสถานที่ที่ป้องกันยุงได้                1 (360) ฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ